ปริมาณการซื้อขายที่ผันผวนอย่างหนักในตลาดหุ้นไทยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้จุดประเด็นถกเถียงอย่างร้อนแรงในหมู่นักลงทุน เมื่อปรากฏการณ์ “วอลลุ่มทะลัก” ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่บางตัว ไม่ได้นำไปสู่การปรับตัวขึ้นของราคาอย่างที่หลายคนคาดการณ์ แต่กลับดิ่งลงอย่างน่าตกใจ นี่คือเรื่องราวเบื้องหลังที่หลายคนอาจยังไม่รู้
เมื่อบ่ายวันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569 หุ้นของบริษัท “ไซเบอร์เทค โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน)” (ชื่อสมมติ) ซึ่งเป็นผู้นำด้าน AI และ Cloud Computing ของไทย ได้เผชิญกับแรงขายมหาศาลในช่วงเปิดตลาดภาคบ่าย โดยมีปริมาณการซื้อขายสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงสิบเท่า อย่างไรก็ตาม แทนที่จะเป็นสัญญาณของการเบรกเอาต์ หุ้นกลับปิดตลาดด้วยราคาต่ำสุดของวัน ที่ระดับราคา 45.25 บาท ลดลง 12% จากราคาเปิด สิ่งนี้สร้างความงุนงงให้กับนักวิเคราะห์หลายราย โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยที่เข้าซื้อตามสัญญาณวอลลุ่มที่พุ่งขึ้นก่อนหน้านั้น
“ผมเห็นแท่งเทียนสีเขียวใหญ่ช่วงเช้าพร้อมวอลลุ่มมหาศาล ก็นึกว่าได้เวลาขึ้นรอบใหม่แล้ว เลยจัดไปเต็มพอร์ต” คุณสมชาย ลิมปภากร นักลงทุนอิสระวัย 58 ปี กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงผิดหวัง “แต่ไม่ถึงชั่วโมง หุ้นก็กลับทิศอย่างรุนแรง ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน” นี่คือเสียงสะท้อนจากนักลงทุนจำนวนมากที่ติดอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นว่า การที่วอลลุ่มหรือปริมาณการซื้อขายสูง แต่ราคาหุ้นกลับไม่ปรับขึ้น หรือยิ่งกว่านั้นคือปรับลง อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่ามี “แรงขาย” จำนวนมากรออยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นหุ้นที่เคยขึ้นมาแรงแล้ว การใช้วอลลุ่มควบคู่กับการดูองค์ประกอบอื่นๆ เช่น แท่งเทียน และแนวโน้มใหญ่ของตลาด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
คำถามคือ ทำไมแรงขายมหาศาลเช่นนี้จึงเกิดขึ้น และใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง? แหล่งข่าววงในแจ้งว่า อาจเกี่ยวข้องกับการปรับพอร์ตของกองทุนขนาดใหญ่ที่ต้องการลดความเสี่ยงในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีบางตัว ที่มีมูลค่าเกินพื้นฐานไปมาก ขณะเดียวกัน การปรากฏตัวของเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ ที่เน้นการทำกำไรระยะสั้นผ่านโปรแกรมการซื้อขายอัตโนมัติ (Algorithmic Trading) ก็อาจมีส่วนทำให้ราคาผันผวนอย่างรุนแรงเช่นกัน
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของการใช้วอลลุ่มที่พุ่งขึ้นเพื่อ “ล่อเม่า” ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ออกมาเตือนนักลงทุนให้ศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วน และไม่ตื่นตระหนกไปกับสัญญาณเพียงด้านเดียว การเข้าใจธรรมชาติของแรงซื้อแรงขาย และการตีความกราฟราคาอย่างมีเหตุผล จะช่วยให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวนและอยู่รอดในตลาดหุ้นได้อย่างยั่งยืน
